ทำอย่างไรดีกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

ทำอย่างไรดีกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

การที่เรากลั้นปัสสาวะไม่อยู่มันเป็นอาการหนึ่งของภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน เราเรียกเป็นภาษาอังกฤษเท่ห์ ๆ ว่า overactive bladder หรือ OAB

นอกจากอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แล้ว มันก็ยังมีอาการปวดปัสสาวะรีบเร่ง (urgency) ด้วย เห็นแล้วอาจจะงง ๆ ว่าอาการนี้มันคืออะไร ? อาการปวดปัสสาวะรีบเร่ง หรือ urgency มันก็คือ อาการที่อยู่ดี ๆ เราก็เกิดปวดปัสสาวะมากขึ้นมาซะงั้น ปวดมากซะจนต้องรีบไปเข้าห้องน้ำ กลั้นไม่อยู่แล้ว สุดสุดแล้ว จะราดแล้ว อารมณ์แบบนี้

โดยปกติแล้ว คนเราเมื่อปวดปัสสาวะเราจะสามารถกลั้นปัสสาวะได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่อาการนี้พอเกิดปวดปัสสาวะขึ้นมาก็ต้องไปเข้าห้องน้ำทันทีเลย ไม่งั้นปัสสาวะราดแน่ ๆ  ซึ่งอาการปวดปัสสาวะรีบเร่ง (urgency) นี้มันจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันด้วย โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดมากระตุ้นเลย หรืออาจจะแค่เดินผ่านห้องน้ำ อาจจะแค่เดินห้างแล้วเจออากาศเย็นและก็เกิดอาการนี้ขึ้นมา จะว่าไปแล้ว อาการปวดปัสสาวะรีบเร่ง (urgency) มันก็คล้ายกับอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เหมือนกัน มีคำอธิบายว่าอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เค้าจะหมายความรวมไปถึงการปัสสาวะเล็ดเข้าไปด้วย 

ปัจจุบันเค้าให้ความสำคัญกับอาการปวดปัสสาวะเร่งรีบ (urgency) มาก คือเค้านิยามว่าคนที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินจะต้องมีอาการปวดปัสสาวะเร่งรีบอยู่ด้วย อีกอย่างพบว่าผู้ป่วยมักจะมีอาการปัสสาวะบ่อย(frequency) หรือปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน (nocturia) ร่วมอยู่ด้วยครับ 

เกิดคำถามว่า แล้วอยู่ดี ๆ เรามามีภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินได้อย่างไร

ซึ่งมีการศึกษาออกมามากมายต่างก็ตั้งข้อสมมุติฐานต่าง ๆ นานา บ้างก็บอกว่าน่าจะเกี่ยวกับความผิดปกติของกล้ามเนื้อเรียบรอบกระเพาะปัสสาวะ บ้างก็บอกว่ามันมีความผิดปกติที่ชั้นเยื่อบุของกระเพาะปัสสาวะ หรือบางสมมุติฐานก็บอกว่า เกิดจากการกระตุ้นผ่านทางเส้นประสาทชนิดหนึ่ง ฯลฯ ผมสรุปรวมออกมาว่าการหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินนั้นมันยังไม่สำคัญที่เราจะควรจะต้องรู้มากนัก แต่สิ่งที่เราควรรู้ คือ สิ่งใดเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมการเกิดภาวะนี้ได้ต่างหาก ซึ่งปัจจัยดังกล่าว จะมี ความอ้วน ผู้ที่มีประวัติโรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในเพศหญิง ฯลฯ

Holding urine1.jpg

สำหรับการรักษามันก็มีการให้ยา ซึ่งยาที่ใช้รักษาจะมีด้วยกัน 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ยาจะไปจับกับตัวรับที่ชั้นกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ยังยั้งการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ พบว่ายากลุ่มนี้สามารถลดอาการของภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินได้สูงถึง 70% – 80% และสามารถลดอาการปัสสาวะเล็ดได้ด้วย แต่ยากลุ่มนี้มีข้อเสียเรื่อง ปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปวดศีรษะ ความดันในลูกตาสูงขึ้นในผู้ป่วยโรคต้อหิน ทำให้เกิดความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และมีผลกระทบต่อระบบความทรงจำของสมองได้ ส่วนยากลุ่มที่ 2 ยานี้จะตรงงข้ามกับยากลุ่มแรก คือ ยากลุ่มแรก พอยาไปจับกับตัวรับแล้วยับยั้งไม่ให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการบีบตัว แต่ยากลุ่มนี้จะไปจับกับตัวรับอีกชนิดหนึ่งแล้วไปกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการคลายตัว เป็นยาที่เลี่ยงผลข้างเคียงจากยากลุ่มแรก แต่มีผลข้างเคียงเรื่อง ภาวะความดันโลหิตสูง

แต่มีการรักษาอีกแบบหนึ่งที่แนะนำให้ทุกคนที่มีภาวะนี้ปฏิบัติตาม นั้นคือ การรักษาโดยไม่ใช้ยา หรือการปรับพฤติกรรมนั้นเอง เราสามารถทำควบคู่กับการรักษาด้วยยาไปได้ การปรับพฤติกรรม เช่น ฝึกการกลั้นปัสสาวะเพิ่มขึ้นและถ่ายปัสสาวะให้เป็นเวลาทุก 3 ชั่วโมง ฝึกขมิบช่องคลอดและกายบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หลีกเลี่ยงการดื่มหรือกินอาหารที่มีสวนผสมของคาเฟอีน และแอลกอฮอล ระวังอย่าท้องผูก

Please follow and like us:

ช่องทางติดต่อเรา