หูไม่ค่อยได้ยิน

เรื่องต้องรู้ ทำอย่างไร เมื่อหูไม่ได้ยิน

สาเหตุของการสูญเสียการได้ยิน (หูดับ)

1.ความผิดปกติที่เกิดบริเวณหูชั้นนอกที่ทำให้เกิดอาการ หูอื้อ หูตึง ได้แก่ การมีขี้หูอุดตันรูหู รูหูอักเสบหรือเป็นเชื้อรา

2.สาเหตุจากความผิดปกติของหูชั้นกลาง ได้แก่ เยื้อแก้วหูทะลุ มีน้ำขังในหูชั้นกลาง (Serous otitis media) โรคหูน้ำหนวก โรคหินปูนเกาะที่กระดูกนำเสียง ความผิดปกติของท่อปรับความดันอากาศ (Eustachian tube) เป็นต้น

3.สาเหตุของการสูญเสียการได้ยินที่พบได้บ่อยที่สุดคือ สาเหตุจากหูชั้นในผิดปกติ

โรคที่ทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินจากหูชั้นในนี้ ได้แก่

1.การเสื่อมตามอายุ

2.การอักเสบของหูชั้นใน (Labyrinthitis)

3.ประสาทหูโดนทำลายจากการได้รับเสียงดังมากเกินขนาด (Noise induce hearing loss)

4.ซิฟิลิสของหู

5.เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเข้าสู่หูชั้นใน หรือเส้นประสาทหู

6.สาเหตุทางกรรมพันธุ์ เช่น โรคหูตึงทางกรรมพันธุ์

7.สาเหตุจากโรคทางกาย เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

8.จากอุบัติเหตุ มีการแตกหักหรือกระทบกระเทือนต่ออวัยวะในหูชั้นใน

9.เนื้องอกของเส้นประสาทการได้ยิน หรือเส้นประสาทการทรงตัว


ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย

1.แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับการสูญเสียการได้ยินของท่าน ซึ่งควรจะตอบให้ละเอียด สิ่งที่แพทย์ต้องการทราบ ได้แก่

  • ระยะเวลาที่เริ่มเกิดอาการหูอื้อ หูตึง หูดับ
  • ลักษณะอาการที่เป็น เป็นแบบทันทีทันใด เป็นๆ หายๆ หรือค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
  • อาการร่วมทางหู เช่น มีเสียงรบกวนในหู อาการเวียนศีรษะ เป็นต้น
  • อาการร่วมอื่นๆ เช่น อาการชาใบหน้า เดินเซ
  • ประวัติการใช้ยา และโรคประจาตัว
  • ประวัติโรคหูตึงในครอบครัว
  • ประวัติการได้ยินเสียงดัง เช่น ยิงปืน จุดประทัด ทางานในโรงงาน เป็นต้น

2.แพทย์จะทำการตรวจหูอย่างละเอียด ตรวจจมูก และคอ นอกจากนั้นก็จะตรวจระบบประสาท เส้นประสาทสมองต่างๆ

3.ตรวจพิเศษต่าง ๆ

  • การตรวจการได้ยิน (Audiogram) เพื่อดูว่าท่านมีการสูญเสียการได้ยินมากน้อยเพียงใด เป็นชนิดไหน ที่ความถี่อะไรบ้าง
  • การตรวจวัดสมรรถภาพของหูชั้นกลาง (Tympanogram)
  • การตรวจดูคลื่นของเส้นประสาทการได้ยิน และก้านสมอง (Evoke auditory response) ในรายที่สงสัยมีความผิดปกติของเส้นประสาทการได้ยิน

4.ถ้ายังหาสาเหตุไม่พบ หรือในรายที่แพทย์สงสัยจะมีเนื้องอก อาจต้องตรวจเอ็กซเรย์สนามแม่เหล็ก (CT/MRI) เป็นต้น

5.การตรวจเลือดเบาหวาน โรคไต ไขมัน คลอเรสเตอรอล ความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง เชื้อซิฟิลิสหรือภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นต้น


การรักษาและการป้องกัน

ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุของโรค

  • โรคหูชั้นนอกและชั้นกลาง สามารถรักษาทางยา หรือการผ่าตัด
  • สำหรับโรคของหูชั้นในเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน การรักษาขึ้นกับสาเหตุ อาจจะต้องให้การรักษาต่อเนื่องในรายที่มาพบแพทย์ค่อนข้างช้า การรักษามักไม่ค่อยได้ผลดี
  • สำหรับการป้องกันโดยทั่วไป คือ หลีกเลี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ที่จะทำลายหู ได้แก่ หลีกเลี่ยงภาวะที่มีเสียงดังมาก หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำลายประสาทหู และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการ เป็นต้น


สาเหตุที่ทำให้ประสาทหูพิการ (หูดับ)

1.การอักเสบติดเชื้อในหูชั้นกลาง หูชั้นใน หรือในสมอง จากเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคซิฟิลิสขึ้นสมอง โรคงูสวัดใบหู โรคคางทูม โรคหัดเยอรมัน เป็นต้น

2.พิการแต่กำเนิด มักเกิดจากมารดาติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ หรือใช้ยาที่มีฤทธิ์ทาลายประสาทหูทารกในครรภ์ ในรายที่หูหนวกแต่กำเนิด หากไม่ได้รับการรักษาฟื้นฟูเด็กมักเป็นใบ้ และในรายที่หูหนวกขณะเป็นผู้ใหญ่จะมีปัญหาในการสื่อสาร และอาจทำให้ต้องออกจากงาน

การรักษาคนที่หูไม่ได้ยิน (หูดับ)

1.กรณีที่มีสาเหตุจากหูน้ำหนวกหรือหูชั้นกลางอักเสบ สามารถผ่าตัดแก้ไขได้

2.กรณีที่สาเหตุเกิดจากประสาทหูพิการ

2.1มีอาการไม่มาก และเริ่มมีอาการไม่เกิน 1 เดือน อาจรักษาได้ด้วยยารับประทาน

2.2สูญเสียการได้ยินไม่มากสามารถรักษาฟื้นฟูได้ โดยการใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งเป็นเครื่องขยายเสียงขนาดเล็กใช้สอดใส่เข้าไปในรูหู หรือวางทัดหลังหู

2.3ผู้ที่มีประสาทหูพิการรุนแรงที่เรียกว่าหูหนวกหรือเกือบหนวก การใส่เครื่องช่วยฟังมักไม่ได้ผล จำเป็นต้องใช้การรักษาแนวใหม่ คือการฝังประสาทหูเทียมซึ่งต้องใช้ความพิถีพิถันและความร่วมมือเป็นพิเศษระหว่างทีมแพทย์ผ่าตัดและผู้เชี่ยวชาญสาขาโสตสัมผัสและการพูด

Please follow and like us:

ช่องทางติดต่อเรา