ยาที่กระตุ้นการสร้างน้ำตา (ชนิดหยอดตา)

ยาที่กระตุ้นการสร้างน้ำตา (ชนิดหยอดตา)

ปัญหาตาแห้ง เป็นภาวะเรื้อรังแต่ไม่รุนแรงซึ่งมักรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยการรักษาและป้องกันภาวะตาแห้งสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหลีกเลี่ยงยาที่มีผลลดการสร้างน้ำตา เช่น กลุ่มยาแก้แพ้ ยาขับปัสสาวะ และกลุ่มยาต้านซึมเศร้า ในผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยน้ำตาเทียม
จึงมองหาทางเลือกและอาจเคยได้ยินชื่อของยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างน้ำตา วันนี้เรามาทำความรู้จักกับยากลุ่มดังกล่าวให้มากขึ้นกันดีกว่า

ยาที่กระตุ้นการสร้างน้ำตาชนิดหยอด เป็นยาใช้เฉพาะที่ มีผลเพิ่มการสร้างน้ำตา การผลิตชั้นไขมันบนผิวน้ำตา การสร้างชั้นเยื่อเมือกของตา และเพิ่มปริมาณสารคัดหลั่งต่าง ๆ ภายในดวงตา โดยมุ่งเน้นให้ยาเข้ามามีผลกระตุ้นการสร้างน้ำตาเพื่อให้เกิดน้ำตาธรรมชาติ สามารถแบ่งยาที่กระตุ้นการสร้างน้ำตาออกเป็น 3 กลุ่ม
ตามคุณสมบัติการกระตุ้นการสร้างชั้นของฟิล์มน้ำตา

  1. ยาที่มีผลกระตุ้นการสร้างชั้นน้ำของฟิล์มน้ำตา (Aqueous secretagogues)
  2. ยาที่มีผลกระตุ้นการสร้างชั้นเมือกของฟิล์มน้ำตา (Mucin secretagogues)
  3. ยาที่มีผลกระตุ้นการสร้างชั้นไขมันของฟิล์มน้ำตา (Lipid secretagogues)

Diquafosol sodium ได้รับอนุมัติทะเบียนเพื่อรักษาอาการตาแห้ง สำหรับผู้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคตาแห้งซึ่งเกิดจากการทำงานของต่อมน้ำตาผิดปกติ มีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างชั้นน้ำของฟิล์มน้ำตา การสร้างชั้นเมือก และการผลิตชั้นไขมันบนผิวน้ำตา แนะนำให้ใช้ยา 3% Diquafosol sodium หยอดครั้งละ 1 หยด วันละ 6 ครั้ง ต่อเนื่องอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จากนั้นจึงลดความถี่ของการใช้ยาลง เมื่อเริ่มใช้ยา 3% Diquafosol sodium อาการตาแห้งหรือความรู้สึกไม่สบายตาจะไม่ลดลงหรือหายไปทันทีหลังใช้ยา ซึ่งแตกต่างจากการใช้น้ำตาเทียมที่เมื่อหยอดแล้วจะรู้สึกสบายตาทันที เนื่องจากยา 3% Diquafosol sodium จะค่อย ๆ ไปกระตุ้น P2Y2 receptor เพื่อให้เกิดการสร้างน้ำตาตามธรรมชาติ ดังนั้นในระยะแรกของการรักษาแนะนำให้ผู้ป่วยใช้น้ำตาเทียมควบคู่ไปกับ 3% Diquafosol sodium โดยหยอดยาทั้งสองชนิดห่างกันประมาณ 5 นาที เพื่อให้ยาชนิดแรกดูดซึมเข้าสู่ดวงตาก่อน โดยสามารถใช้ยาชนิดใดก่อนก็ได้ เมื่ออาการตาแห้งดีขึ้น สามารถปรับลดขนาดยาโดยลดความถี่การหยอดตาโดยแพทย์ เมื่ออาการตาแห้งหายแล้วสามารถหยุดการใช้ยาได้

ระหว่างใช้ยาควรติดตามอาการข้างเคียงซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แก่ ระคายเคืองตา น้ำตาหรือขี้ตาไหลผิดปกติ คันตา ปวดตา ตามัว รู้สึกผิดปกติในตา ตาสู้แสงไม่ได้ เปลือกตาอักเสบ ปวดศีรษะ ภาวะภูมิไวเกินจากยาเยื่อบุตาอักเสบ หรือมีความผิดปกติของกระจกตา (อาการเหล่านี้ไม่มีรายงานความถี่ของการเกิด) หากมีอาการมากขึ้นควรหยุดยาและปรึกษาจักษุแพทย์

สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าระคายเคืองไม่สบายตา ในเบื้องต้นสามารถบรรเทาด้วยการฝึกกระพริบตาให้สม่ำเสมอ การประคบน้ำอุ่น นวดและทำความสะอาดเปลือกตา หรือใช้น้ำตาเทียมหยอดเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาก่อนได้ จากนั้นจึงลองสังเกตพฤติกรรม สิ่งแวดล้อมและปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะตาแห้ง หากไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดหรืออาการไม่บรรเทาลง แนะนำให้รีบไปพบจักษุแพทย์ทันที

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยจากการใช้ยา ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบเลขทะเบียนตำรับยาได้
หลายช่องทาง เช่น Line : FDAThai, www.oryor.com หรือ www.fda.moph.go.th

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ( อย. )

Please follow and like us:

ช่องทางติดต่อเรา