อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษ.. เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย

อาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง ซึ่งอาการส่วนใหญ่มักไม่ร้ายแรง แต่หากรุนแรงขึ้นก็อาจทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่จนเป็นอันตรายได้

อาการของอาหารเป็นพิษ

เมื่อได้รับเชื้อ ส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายใน 1-2 วัน หรือเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยอาการป่วยของผู้ที่เผชิญภาวะอาหารเป็นพิษ เช่น

– รู้สึกพะอืดพะอม คลื่นไส้
– มีอาการปวดท้องแบบบิดเกร็งเป็นพัก ๆ เนื่องจากการบีบตัวของลำไส้
– ถ่ายมีมูกหรือเลือดปน
– ไม่อยากอาหาร
– มีอาการสูญเสียน้ำ อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ปากแห้ง ตาโบ๋
– มีอาการทางระบบประสาท เช่น มองเห็นไม่ชัด เป็นเหน็บ
– ท้องเสียติดต่อกัน 3 วันในผู้ใหญ่ หรือท้องเสียติดต่อกัน 24 ชั่วโมงในเด็ก
– อาเจียนถี่หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่องนานกว่า 12 ชั่วโมง
– ท้องเสียร่วมกับมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส

วิธีรักษาเมื่อเกิดภาวะอาหารเป็นพิษ

1.หากพบว่ามีอาการปวดท้องหรือถ่ายท้องรุนแรงควรรีบส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว
2.หากมีอาการไม่รุนแรงมากนัก ให้ดื่มเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป (ควรเป็นเกลือแร่สำหรับอาการ ‘ท้องร่วงหรือท้องเสีย’ ไม่ใช่เกลือแร่สำหรับผู้เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย)
3.ห้ามรับประทานยาหยุดถ่ายเป็นอันขาด
4.หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือ แอลกอฮอล์เพราะอาจสูญเสียน้ำมากขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนของอาหารเป็นพิษ

ภาวะอาหารเป็นพิษอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากการถ่ายท้องและการอาเจียนจนรับประอาหารไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายช็อกและเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะในเด็กเล็ก คนสูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน

นอกจากนี้ เชื้อโรคบางชนิดยังก่อให้เกิดอาการรุนแรง เช่น เชื้ออีโคไลชนิดรุนแรง (Shiga Toxin-Producing E. Coli) ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกและไตวาย จนอาจถึงแก่ชีวิตได้ เป็นต้น

การป้องกันอาหารเป็นพิษ

1.ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก
2.ทานอาหารที่สด สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ
3.ล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบจับอาหาร
4.ไม่ควรรับประทานอาหารเก่าที่อยู่ในตู้เย็นมานานแล้ว
5.ไม่ละลายอาหารสดแช่แข็งด้วยการแช่น้ำหรือตั้งทิ้งไว้ เพราะจะเป็นการเพิ่มปริมาณของเชื้อโรคจากอุณหภูมิที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ แต่ควรนำมาละลายด้วยไมโครเวฟ

Please follow and like us:

ช่องทางติดต่อเรา