Austria

เที่ยวออสเตรีย

โดย… คุณกมลา พันธุ์สบาย จ.ปทุมธานี

: คอลัมน์​ มรดกความคิด

ประเทศที่มีมนต์เสน่ห์แห่งเสียงเพลง และทิวทัศน์อันสวยงาม ออสเตรียเป็นประเทศที่เคยมีอาณาเขตอันกว้างใหญ่สมัยที่ยังมีกษัตริย์ (จักรพรรดิ) ปกครองประเทศ มีนามว่า ออสเตรียฮังการี ซึ่งรวมประเทศเชก ประเทศสโลวัค และประเทศฮังการีเข้าด้วยกัน แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ระบอบกษัตริย์ล่มสลาย ได้มีการแยกตัวของประเทศเล็ก ๆ ดังกล่าว ส่วนออสเตรียเปลี่ยนเป็นสาธารณะรัฐออสเตรีย ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปที่มีอาณาเขตติดต่อกับออสเตรียในปัจจุบัน ได้แก่ เยอรมัน อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ และสโลวาเนีย

ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เที่ยวออสเตรียทุกฤดู ทั้งฤดูใบไม้ผลิ ฤคูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวเมืองที่ข้าพเจ้าได้เที่ยวเป็นแห่งแรกคือ ซาลส์เบิร์ก (salzburg)” ซึ่งเป็นเมืองแห่งเสียงดนตรี เพราะเป็นบ้านเกิดของคีตกวีเอกของโลกคือ “โมสาร์ท ( mosart)” ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อฮอลลีวูดยกขบวนมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “the sound of music” ทั้งนี้คณะเราได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดของโมสาร์ทมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของท่านอยู่ด้านหน้าอาคารซึ่งเป็นที่พักของท่าน แต่ปัจจุบันได้ปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ชาลส์เบิร์ก เป็นเมืองเล็ก ๆ แต่บ้านเรือนส่วนใหญ่แต่งงคงามด้วยทุ่มไม้เลื้อยพันเกาะอยู่กับตัวบ้านและมีกระถางดอกไม้ซึ่งชูช่อไสวตามระเบียงเล็กๆ อนึ่งซาลล์เบิร์กขังอุดมไปด้วยเหมืองเกลือในอดีต ซึ่งมีคุณค่ามหาศาลต่อประเทศ เพราะออสเตรียสามารถขายเกลือให้แก่ประเทศต่างๆ ในยุโรป ซึ่งทำรายได้ให้สูงมาก ไกด์ท้องถิ่นพาเราไปชมเหมืองเกลือขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ไกลจากตัวเมืองพอสมควร เหมืองนี้มีลักษณะขุดลึกลงไปใต้ดิน ทุกคนต้องใส่เสื้อคลุมหมีชื่งยาวรุ่มร่ามและต้องใส่หมวกคลุมผมให้มิดชิดเสร็จแล้วเราต้องนั่งรถรางเล็ก ๆ วิ่งลึกเข้าไปในเหมืองและต้องต่อด้วยการนั่งเรือไปในทะเลสาบ ขึ้นจากเรือต้องเดินเข้าไปในถ้ำเกลือ ซึ่งคดเคี้ยวไปมา มีไกค์ของเหมืองอธิบายถึงกรรมวิธีในการทำหลายขั้นตอนกว่าจะได้เกลือบรรจุลงถังขนาคใหญ่ซึ่งทำด้วยไม้เพื่อนำไปขายต่อสิ่งที่พวกเราสนุกและติดใจกันมากคือเขาจัดให้เรานั่งสไลด์เคอร์เหมือนเล่นไม้ลื่นโดยนั่งเกาะเอวกันเป็นแถวแล้วค่อยๆ ไถลกันลงไปลึกพอสมควร บางคนติดใจมากโดยขอเดินขึ้นบันไดข้างๆ เพื่อไถลเลื่อนลงมาอีกครั้งหนึ่งเสร็จจากชมเหมืองเกลือ ไกด์พาเราไปชมมหาวิหารแห่งซาลล์บิร์ก ซึ่งใหญ่โตและสวยงามมาก สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1914-1928 แต่ระหว่างสงครามถูกโจมตีจนพังพินาศเกือบหมด จบสงครามอันยาวนานจึงได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ ประเทศออสเตรียฮังการีและเยอรมันดูจะได้รับผลกระทบมากที่สุดหลังจากชมหาวิหาร คณะเราแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านเล็กๆ ซึ่งไม่ไกลจากโบสถ์ มีไส้กรอกหลายชนิดเสิร์ฟพร้อมสลัดผักและครีมซุปอันนอมกรุ่น ของหวานมีแอปเปีลทาร์ต และน้ำหวานทำจากผลไม้

หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้วไกด์พาเราไปปล่อยไว้ที่แหล่งชอปปิ้งใจกลางเมือง ซึ่งเราเดินไปตามซอกเล็กซอกน้อย ที่มีร้านรวงต่างๆ ให้เราลือกซื้อ ข้าพเจ้าได้ช่อดอกไม้แห้งซึ่งมีกลื่นหอมอ่อนๆ มาหอบใหญ่ หลายคนได้ชอกโกแลต และเครื่องประดับต่างๆ เพื่อฝากตนที่เมืองไทยหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการซื้อของ ไกด์พาเราเช็ดอินเข้าที่พักซึ่งเป็นโรงแรมที่อยู่ ริมทะเลสาบดูค่อนข้างหรู ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งชุดที่ดูดีที่สุดเพื่อไปรับประทานอาหารค่ำที่ร้าน ซึ่งเป็นออสเตรียแท้อาหารหลักเป็นปลาซึ่งอร่อยมาก ตบท้ายด้วยเค้กก้อนเล็กๆ มีทั้งเค้กชอกโกแลต คอฟฟีเมอเรง ฯลฯ พร้อมกับชาร้อน อันหอมกรุ่น

เช้าวันรุ่งขึ้นรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ออกเดินทางสู่กรุงเวียนนาโดยรถไค้ชดั่งเดิม ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.30 ชม. ถึงเวียนนาแล้วแวะรับประทานกลางวันแบบเร่งรีบ เพื่อไปชม “พระราชวังเชินบรุนน์” ซึ่งจักรพรรดิลิโอปอลที่ 1 ให้ช่างก่อสร้างเลียนแบบพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเสส ต่อมาพระนางมารียเทเรซ่าขึ้นครองราชย์ได้สั่งช่างต่อเติมให้ใหญ่ขึ้นและอลังการกว่าเดิม จึงมีห้องโถงกว้างใหญ่และมีห้องพันสี่ร้อยกว่าห้องและมีสวนดอกไม้แสนสวยอยู่ด้านหลังพระราชวัง คณะเราเดินดูความโอพารของห้องหับต่างๆ ซึ่งทำได้เพียงบางส่วน ไกด์เล่าว่าราชวงศ์ซับสบูร์กได้เข้ามาครองราชสมบัติแทนกลุ่มบาเบนแบร์ก ซึ่งได้ขยายอาณาเขตของประเทศออกไป โดยปลายศตวรรษที่ 19 ได้รวมฮังการีและเชคโกสโลวาเกียเข้าไว้  ในอาณาจักรเรียกว่า “อาณาจักรออสเตรียฮังการี” แต่เมื่อเกิดสูงครามโลกครั้งที่ 1 ระบบกษัตริย์ล่มสลาย จักรพรรดิคาร์ลที่ 1 ทรงสละราชสมบัติในปี ค.ศ.1918 ประเทศฮังการีและเชค โกสโลวาเกียขอแยกตัวเป็นอิสระ และออสเตรียเปลี่ยนเป็น “สาธารณะออสเตรียที่ 1 “ซึ่งต่อมาหลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศพันธมิตรทั้งหลายได้ช่วยฟื้นฟูประเทศออสเตรีย รวมทั้งโบสถ์และวิหารต่างๆ รวมทั้งพระราชวัง “เชินบรุนน์” และพระราชวังอื่นๆ ประเทศเชคโกสโลวาเกียแยกเป็น “ประเทศเชค” และ “สโลวัค

หลังจากชมพระราชวังเชินบรุนน์เสร็จแล้ว ไกด์พาเราไปชม”มหาวิหารเซ็นต์สเตฟาน (S.t.stefan’s Cathedral” ซึ่งแรกเริ่มก็เป็นโบสถ์เล็กๆ แต่มีการทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้ใหญ่โตเป็นศิลปะแบบ “โกธีค” (หลังคาจะมียอดแหลมสูงเสียดฟ้า) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการบูรณะให้ดูดียิ่งกว่าเดิม ตกแต่งภายในโบสถ์วิจิตงคงาม สมเป็นมหาวิหารประจำประเทศ

ออกจากมหาวิหารแล้ว ไกด์ปล่อยให้เราดินชมร้านค้าค่อนข้างหรูสองข้างถนนรอบๆ มหาวิหารซึ่งมีของแบรนด์เนมมากมาย ข้าพเจ้าซื้อผ้าปูโต๊ะปักลายแบบเวียนนามา 1 ผืน เพื่อนๆ ต่างก็ซื้อของที่ถูกใจแล้วเอามาอวดกันว่าใครบ้าซื้อมากกว่ากัน

หลังจากเดินชอปปิ้งจนเหนื่อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปยัง “เวียนนาวัด (Vienna woods)” ซึ่งเป็นทางขึ้นเขา คนขับรถโค้ชต้องขับด้วยความระมัดระวังเพราะเส้นทางบางช่วงก่อนข้างคดเคี้ยวผ่านสวนองุ่นเป็นส่วนใหญ่ บางช่วงก็เป็นทุ่งหญ้าสีทอง ส่วนเวียนนาวัดเป็นป่าโปร่งซึ่งอยู่ตอนล่างของเทือกเขาแอลล์ บริเวณนี้มีการผลิตไวนัสดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคนพื้นเมืองเรียกว่า “ฮอยริเก้”

จากเนินสูงของเวียนนาวัด เราจะมองเห็นกรุงเวียนนาเกือบหมดทั้งเมือง คณะเราจะไปที่ “กรีนซึ่งวิลเลจ” (Grizing Village) เพื่อรับประทานอาหารค่ำที่ร้านซึ่งจองไว้ เสิร์ฟเมนูคล้ายกันกับร้านอื่นๆ ในหมู่บ้านได้แก่ ขาหมูเวียนนาเสิร์ฟพร้อมไวนัสด รวมทั้งชาวน์เทร้า สลัดผักต่างๆ ซุปครีมร้อนๆ และผลไม้ตามฤดูกาล ร้านที่เราไปอุดหนุนตกแต่งสวยงามด้วยซุ้มดอกไม้แลดูร่มรื่นน่านั่ง ระหว่างเรานั่งทานอาหารจะมีคนมาสีไวโอลินและเล่นหีบเพลงให้เราฟัง ซึ่งเราขอร้องให้เขาเล่นเพลง “The beautiful blue danube” และเพลง “Vienna woods” ให้ฟัง

เมืองที่ข้าพเจ้าได้มาเที่ยวในอีก Trip หนึ่งตอนต้นฤดูหนาวคือเมือง “อินส์บูรัก” ได้สัมผัสหิมะอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาเริ่มโปรยปรายลงมาใหม่ๆ จะไม่รู้สึกหนาว ใส่สเวตเตอร์ตัวเดียวก็อุ่นเพียงพอ “อินส์บูรัก (Innsbruk)” เป็นเมืองภูเขาที่สวยงาม เมื่อเราเดินทางไปถึงโดยรถโก้ช ไกด์ท้องถิ่นพาเราเข้าที่พัก ณ โรงแรมในเมืองและให้ลูกทัร์ทั้งหลายเดินเที่ยวกันตามใจชอบ ข้าพเจ้าและเพื่อนอีกสองคนเดินดูสถานที่สำคัญๆ ตามที่ไกค์แนะนำ สถานที่แรกที่เราเดินทางไปชมคือ “หลังคาทองคำ (The goldenroof)” ซึ่งจักรพรรดิแมคซิมิลเลี่ยนแห่งราชวงศ์รับสบูรักเป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่แปรพระราชฐาน โดยใช้เป็นที่ทอดพระเนตรการแสดงต่าง ๆ ด้วยศิลปะแบบโกรีคบวกกับทองคำที่ใช้ทำหลังคาทำให้เป็นที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยวทุกคน

นอกจากหลังคาทองคำแล้ว ยังมีอาคารเก่าๆ อยู่บริเวณใกล้ๆ กัน ซึ่งดูแล้วคล้ายเค้กก้อนใหญ่ส่วนทางซ้ายมือจะเป็นโรงแรมเก่าแก่ชื่อ “Goldener Adler” ซึ่งแขกที่มาพักล้วนเป็นบุคคลสำคัญรวมทั้งเชื้อพระวงศ์ของประเทศต่าง 1 ทางโรงแรมได้นำแผ่นหินติดตั้งไว้ด้านหน้าเพื่อจารึกชื่อและพระนามของแขกที่เคยมาพัก ข้าพเจ้าเดินดูร้านรวงต่าง ๆ บริเวณรอบ 1 ซึ่งมีของที่ระลึกวางขายมากมาย อดซื้อไม่ได้ตามประสาคนช่างสะสมของที่ระลึกจากประเทศต่างๆ

เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางและชมสถานที่สำคัญ คณะเราจึงขอรับประทานอาหารค่ำในโรงแรมแล้วพักผ่อนตามอัธยาศัย เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว ไกด์พาเราขึ้นยอดเขา “สตูไบ (stubai)” ซึ่งเป็นที่เล่นสกีสูงถึง 3200 เมตร เคเบิ้ลคาร์ พาเราขึ้นสู่ยอดเขาอย่างรวดเร็วข้าพเจ้าวิ่งไปถ่ายรูปคณะที่มาเล่นสกีกลุ่มใหญ่เสร็จแล้วรีบเข้าไปหลบหิมะและความหนาวในร้านขายของที่ระลึกและกาแฟ ซึ่งข้าพเจ้าได้เสื้อสเวตเตอร์หนาเตอะมาหนึ่งตัว หลังจากดูความสวยงามบนยอดเขาและการเล่นสกีที่ฉวัดเฉวียนไปมาได้ครู่ใหญ่ก็ได้เวลาเดินทางกลับ

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้วคณะเราเดินทางไปยัง “สวารอฟสกี้คริสตัลเวิลล์” ซึ่งภายในส่วนหนึ่งใช้เป็นที่แสดงงานศิลปะที่ทำจากคริสตัลในโอกาสที่มีการฉลองครบรอบ 100 ปี ของการก่อตั้ง มีทั้งคริสตัลโดมซึ่งจัดแสดงตุ๊กตาคริสตัลเป็นรูปสัตว์ต่าง 1 รวมทั้งชุดเครื่องแต่งกายของดาราระดับโลก ส่วนห้องสุดท้ายเป็นห้องขายคริสตัลซึ่งมีตั้งแต่ของขนาดใหญ่อย่างโคมไฟแซนเดอร์เลียตุ๊กตาสัตว์ ที่เขี่ยบุหรี่ พวงกุญแจ สร้อยคอ เข็มกลัด ฯลฯ ข้าพเจ้าซื้อสร้อยคอและเข็มกลัดมาฝากญาติๆ ที่เมืองไทย

คณะเราค้างคืนที่อินสับูร์คอีก 1 คืน รุ่งเช้าจึงเดินทางเข้าเวียนนา ซึ่งเรามีเวลาว่างประมาณ 2.30 ชม. ก่อนจะเดินทางจากตัวเมืองเวียนนาไปยังสนามบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย ข้าพเจ้าและเพื่อนอีก 2 คน จึงถือโอกาส ไปสำรวจและศึกษาประวัติของตกวิเอกที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งของออสเตรียได้แก่ “โยฮันสเตราส์” ซึ่งเป็นชาวเวียนนาขนาดแท้ เพราะเกิดและเติบโตที่กรุงเวียนนา ส่วนคีตกวีอีกท่านหนึ่ง คือ โมสาร์ทนั้นเป็นขาวซาลล์บูร์ก ข้าพเจ้าและเพื่อนเดินทาง ไปขัง, “ซตัดปาร์ค” เพื่อชมรูปปั้นของ “โยฮันสเตราสัจูเนียร์” (เป็นบุตรชายของโยฮันสเตราส์ซีเนียร์) ซึ่งเป็นผู้แต่งเพลง “The beautiful blue danube” ส่วนโยฮันสเตราส์ผู้พ่อนั้นเป็นราชาแห่งเพลงวอลซ์ เราได้แต่ถ่ายรูปของผู้เป็นลูก แล้วเดินไปชมพิพิธภัณฑ์ของท่านซึ่งแสดงประวัติและของใช้ส่วนตัว มีเวลาว่างเล็กน้อยจึงเดินไปยังร้านหนังสือและร้านขายแผ่นเสียงเพื่อซื้อโปสการ์ดสวย ๆ และซื้อแผ่น disk เพลงเพราะๆ กลับบ้านเพื่อเพิ่มของสะสมที่ชอบ จากนั้นจึงไปรวมกับคณะเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยบ้านเรา

บทสรุปของการท่องเที่ยวออสเตรีย

ประเทศออสเตรีย เป็นประเทศที่น่าเที่ยวทุกฤดูกาล ในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยชอบมากที่สุด เพราะอากาศกำลังสบายทำให้เราสามารถเดินทางเป็นระยะไกลๆ ได้เพื่อชื่นชมความงามตามธรรมชาติและวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของประเทศนี้ โดยเขาจะมีเทศกาลรื่นเริงและงานเฉลิมฉลองต่างๆ มากมาย ทุกแห่งจะเต็มไปด้วยเสียงเพลงและผู้คนจะออกมาสังสรรค์ดื่มชา กาแฟอันหอมกรุ่นพร้อมทั้งรับประทานเค้กแบบต่างๆ อันแสนอร่อย บางคนก็จะพาครอบครัวมาพักผ่อนใน

วันหยุดเพื่อฟังคนตรีตามสวนสาธารณะ ส่วนคณะตนตรีที่มีชื่อเสียงก็จะจัดคอนเสิร์ตตามโรงละครต่างๆ ให้ผู้คนได้ฟังตามอัธยาศัยว่าใครชอบฟังคนตรีแบบไหนสำหรับฤดูใบไม้ร่วงนั้น แม้อากาศจะเริ่มเย็นแต่ก็ยังเดินเที่ยวได้ตามสบาย ข้าพเจ้าชอบฤดูใบไม้ร่วงมากกว่าฤดูอื่น เพราะใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล สีเหลืองทอง สีแสดและสีแดงทำให้รอบๆ ตัวเรามองดูสวยงามอย่างยิ่ง พอเข้าฤดูหนาวใบไม้ก็จะร่วงหมดเหลือแต่ต้นและกึ่งสีน้ำตาลเข้ม แต่พอถึงปลายเดือนธันวาคมก็จะมีงานฉลองคริสมาสต์กัน ตามบ้านก็จะตกแต่งต้นคริสมาสต์ประดับดวงไฟระยิบระยับ และแลกของขวัญระหว่างกันภายในครอบครัว นักเล่นสกีทั้งหลายก็จะออกมาวาดลวดลายกันตามแหล่งสก็ต่างๆ อนึ่งตอนหิมะเริ่มโปรยปรายใหม่ๆ จะมองดูเหมือนปุยฝ้ายเต็มท้องฟ้าซึ่งมองดูสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง แต่เมื่อหิมะเริ่มละลายและจับตัวเป็นน้ำแข็งเราจะเดินลำบากเพราะลื่นหกล้มได้ง่าย ๆ ผู้คนจึงมักจะอยู่แต่ภายในบ้านและหาความอบอุ่นจาก Heater หรือเตาผิงแต่คนต่างถิ่นที่มาพำนักอยู่ชั่วคราวมักจะ Home Sick เพราะคิดถึงบ้าน

สรุปฤดูต่าง ๆ มีดังนี้
(1) Spring ฤดูใบไม้ผลิ (เมยายน – มิถุนายน)
(2) Summer ฤดูร้อน (กรกฎาคม – กันยายน)
(3) Fall ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม – พฤศจิกายน)
(4) Winter ฤดูหนาว (ธันวาคม – มีนาคม)

Please follow and like us:

ช่องทางติดต่อเรา