โรคไข้เลือดออก

เฝ้าระวัง! โรคไข้เลือดออก

ในฤดูฝนเต็มตัวแบบนี้ ส่งผลให้ฝนตกแทบทุกวัน เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ที่นอกจากจะเฉอะแฉะแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกอีกด้วยนะคะ

โรคไข้เลือดออก” โรคนี้ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่วันนี้ อาวุโส โซไซตี้ อยากจะมาพูดถึงโรคนี้ให้ทุกคนได้ฟังกันอีกครั้ง เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝนที่ต้องเฝ้าระวัง

โรคไข้เลือดออกเกิดจากยุงชนิดไหน

ยุงที่เป็นพาหะนำโรคนี้เรารู้จักกันดีนั่นก็คือ ยุงลาย ที่ชอบอยู่ในแหล่งที่มีน้ำท่วมขังเป็นที่อับชื้น โดยยุงลายเพศเมียจะเป็นตัวนำโรคเนื่องจากยุ่งตัวเมียมีโปรตีนจากเลือดเพื่อสร้างไข่ และออกหากินในเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน เพราะฉะนั้นเวลากลางวันจึงเป็นช่วงเวลาที่อันตรายและเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้เลือดออกมากที่สุด

อาการของไข้เลือดออก

าการของไข้เลือดออก สามารถแสดงออกได้หลายอาการ ถ้าพบในเด็กจะมีเพียงไข้และผื่นขึ้น แต่ถ้าพบในผู้ใหญ่ อาจจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ และมี 4 อาการสำคัญ ดังนี้

1.ไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส หน้าแดง ไม่มีน้ำมูกหรืออาการไอ อาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัว และปวดศีรษะร่วมด้วย โดยมีระยะอาการ 4-5 วัน

2.อาการเลือดออก จะมีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ และอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำร่วมด้วย

3.ตับโต เป็นอาการหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวัง โดยจะเกิดตับอักเสบในกรณีที่เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายตับ หรืออาจจะเกิดจากการที่ตับถูกทำลายจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

4.ความผิดปกติของระบบหมุนเวียนเลือดหรือเกิดการช็อก มักเกิดช่วงไข้ลด โดยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าร้อน รอบปากเขียว และอาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก

ลักษณะตุ่มไข้เลือดออก

จะมีตุ่มคล้ายยุงกัดขึ้นทั่วตัว ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับผื่นจากโรคหัด แต่จะสังเกตได้ว่า ถ้าเป็นไข้เลือดออกจะไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกไหล และจุดเลือดออกของโรคไข้เลือดออกจะไม่รู้สึกสากมือเหมือนโรคหัด และเวลากดดึงผิวหนังให้ตึงจะไม่จางหายไปเหมือนจุดถูกยุงกัดธรรมดา ซึ่งถ้ามีอาการตามนี้ร่วมกับมีไข้สูงตลอดเวลา ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วน

3 ระยะอาการไข้เลือดออก

ระยะที่ 1 มีไข้สูง
ผู้ป่วยจะมีไข้สูงอยู่ตลอดเวลา กินยาก็ไม่สามารถบรรเทาอาการได้ และมีอาการหน้าแดง ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร บางรายอาจอาเจียนและท้องผูกร่วมด้วย โดยระยะนี้ตุ่มจะยังไม่ขึ้นชัดเจน

ระยะที่ 2 มีเลือดออกและช็อก
อาการนี้จะพบเมื่อเข้าวันที่ 3-7 ของอาการป่วย ระยะนี้ถือเป็นช่วงวิกฤตของโรค อาการไข้ของผู้ป่วยจะเริ่มลดลง แต่กลับอาเจียน ปวดท้องบ่อยขึ้น ซึมมากขึ้น ตัวเย็น มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย เหงื่อแตก ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นแผ่วแต่เร็ว และความดันต่ำ ซึ่งเป็นภาวะช็อก และหากไม่ได้รับการรักษาภายใน 1-2 วัน อาจทำให้เสียชีวิตได้

ระยะที่ 3 ฟื้นตัว
เป็นระยะที่ได้รับการรักษาอาการได้ทัน จึงทำให้ผู้ป่วยไม่มีอาการช็อก สภาพฟื้นตัวเข้าสู่สภาพปกติ เริ่มทานอาหารได้ โดยอาการจะดีขึ้นตามลำดับจากระยะที่ 2

การปฏิบัติตัวเมื่อมีผู้ป่วยอยู่ภายในบ้าน

เนื่องจากโรคนี้สามารถระบาดได้โดยมียุงเป็นพาหะนำโรค และเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่ายุงตัวไหนที่ไปกัดคนป่วยก่อนมากัดเราบ้าง ดังนั้นควรแจ้งให้คนในบ้านและคนข้างบ้านรู้ตัวว่าบ้านเรามีคนป่วยเป็นไข้เลือดออกและแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขให้เข้ามาฉีดยาหมอกควันเพื่อฆ่ายุงที่อยู่รอบบ้าน และทายากันยุงหรือจุดยากันยุงเพื่อป้องกันอีกทาง

วิธีการรักษาโรคไข้เลือดออก

1.ให้ยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ยาลดไข้ที่ควรใช้คือ พาราเซตามอล ไม่ควรใช้ยาจำพวกแอสไพรินเนื่องจากจะทำให้เกล็ดเลือดผิดปกติ และระคายกระเพาะอาหาร

2.ให้สารน้ำชดเชย เนื่องจากผู้ป่วยไข้เลือดออก มักมีภาวะขาดน้ำ เนื่องจากไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ในรายที่พอทานได้ให้ดื่มน้ำเกลือแร่บ่อยๆ

3.ติดตามดูอาการใกล้ชิด ถ้าผู้ป่วยไข้เลือดออกมีอาการปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น โดยเฉพาะในช่วงไข้ลด ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

การป้องกันโรคไข้เลือดออก

1.ไม่อยู่ในที่มืดหรืออับชื้น เพราะนั้นเป็นแหล่งที่ยุงชอบอยู่

2.กระเทียมช่วยได้ เนื่องจากกระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่น เมื่อทานเข้าไปกลิ่นจะออกมาตามผิวหนังซึ่งยุงไม่ชอบ

3.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม เพราะยุงจะเลือกกินเกสร ฉะนั้นควรเลี่ยงน้ำหอมช่วงนี้นะคะ

4.จุดเทียนหอม เทียนหอมสามารถช่วยได้และดีกว่าการจุดยากันยุงอีกด้วย

5.ใส่เสื้อมิดชิด อีกวิธีที่ควรทำ เพื่อไม่ให้ยุงสัมผัสผิวหนัง

6.กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ จุดไหนของบ้านที่มีน้ำขังควรเททิ้งหรือปิดฝ่าให้มิดชิด

ด้วยความที่ช่วงนี้เป็นหน้าฝน อาวุโส โซไซตี้ จึงอยากให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อพี่ๆ ให้มากที่สุด หากพี่คนไหนมีข้อมูลเพิ่มเติมที่อยากจะแชร์ต่อก็สามารถคอมเมนต์กันเข้ามาได้เลยนะคะ

Please follow and like us:

ช่องทางติดต่อเรา