โรคประจำตัวกับการทานสมุนไพร

โรคประจำตัวกับการทานสมุนไพร

ยา เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในยุคที่ผู้คนหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น ทั้งสุขภาพและอาหารการกิน แต่ความเจ็บป่วยยังถือเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ หลายๆท่านเริ่มมีโรคประจำตัว การดูแลสุขภาพเมื่อเกิดการเจ็บป่วยในแต่ละท่านก็ต่างกันไป บ้างเลือกที่จะเข้าร้านยา หรือบางท่านเลือกที่จะใช้การรักษาทางเลือกเป็นสมุนไพร แล้วในบางรายที่ต้องการใช้ทั้งยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพร ท่านเคยคำนึงถึงปัจจัยบางอย่างหรือไม่…

การนำผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบมาใช้ เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน หากท่านใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ร่วมกับยารักษาโรคแผนปัจจุบัน เป็นไปได้ว่าอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาแผนปัจจุบันกับสมุนไพร (Herb-drug interactions) โดยเฉพาะท่านที่มีโรคประจำตัวที่ต้องทานยาประจำด้วยแล้ว และต้องการทานสมุนไพรเพื่อบำรุงร่างกายนั้น มีโอการเกิดได้มากกว่าคนปกติหลายเท่า

แล้วเกิดผลอย่างไรหากเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาแผนปัจจุบันกับสมุนไพร สมุนไพรบางชนิดจะทำให้ยาประจำตัวที่ท่านทานอยู่นั้นอาจออกฤทธิ์ได้มากขึ้น หรือมีฤทธิ์การรักษาลดลง ซึ่งส่งผลเสียต่อตัวท่านเองและบางครั้งอาจเกิดอันตรายต่อชีวิตได้

ตัวอย่างสมุนไพร กับยาแผนปัจจุบันที่เกิดปฎิกิริยาต่อกัน เช่น

“แป๊ะก๊วย”

ในแป๊ะก๊วยมีสารสำคัญคือกิงโกไลด์ ซึ่งมีผลยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด หากท่านทานยา

‘วาร์ฟาริน’ ที่เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่ จะทำให้เลือดแข็งตัวช้า และเลือดออกง่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุซึ่งอันตรายมาก

“กระเทียม”

ในคนไข้ที่ใช้ยา ‘วาร์ฟาริน’ สารสำคัญในกระเทียม มีผลยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด ทำให้ท่านมีโอกาสเกิดเลือดออกไหลไม่หยุดได้

“เกรปฟรุต”

ในคนที่ทานยาความดัน ‘แอมโลไดปีน’ สารสำคัญในเกรปฟรุตจะทำให้ตับเปลี่ยนแปลง และขจัดยาออกจากเซลล์ได้น้อยลง ทำให้ยาอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น ทำให้ความดันโลหิตลดลงมาก

“เซนต์จอห์นเวิร์ท”

กับยารักษาโรคหัวใจ ‘ดิจอกซิน’ สารสำคัญของสมุนไพรจะเพิ่มการทำงานของเซลล์บุทางเดินอาหารที่ทำหน้าที่ขับยาออกจากตับ ทำให้การดูดซึมยาลดลง ระดับยาในเลือดจะลดลงจนไม่เกิดผลในการรักษา

ที่ยกมาเป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น ยังมีสมุนไพรอีกมากมายที่สามารถทำ ปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบัน แต่การเกิดนั้นใช่เพียงแค่รับประทานในปริมาณเล็กน้อย ต้องมีปริมาณมากพอในร่างกายจึงจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

ดังนั้นหากท่านเป็นหนึ่งคนที่ทานยาโรคประจำตัว และต้องการใช้สมุนไพรเสริมเพื่อบำรุงร่างกายหรือรักษาป้องกันโรคต่างๆ ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเภสัชกร ควรแจ้งให้ทราบเสมอว่าตอนนี้ท่านทานยาสมุนไพรอะไรอยู่บ้าง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการจ่ายยาที่อาจมีปฏิกิริยาต่อกัน

“เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพของตัวท่านเอง เข้าร้านยาคราวหน้า อย่าลืมถามหาเภสัชกร”


ขอบคุณข้อมูลจาก
www.pharmacy.mahidol.ac.th
กระทรวงสาธารณสุข. พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510.
www.wrwhos.org/th/images/stories/filepdf/Drug%20interaction.pdf

Please follow and like us:

ช่องทางติดต่อเรา