Allergy1.jpg

การรักษาโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เกิดมาจากการที่ร่างกายได้รับสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ เซลล์ของร่างกายจะปกป้องร่างกายโดยการสร้างภูมิคุ้มกัน แล้วเกิดการตอบสนองต่อสารนั้น ๆ เช่น เกิดเป็นรอยแดง เกิดเป็นผื่น บวม คัน จาม คัดจมูก ฯลฯ ซึ่งอาการแพ้ที่แสดงออกมาในแต่ละคนนั้นอาจไม่เหมือนกันก็ได้

 

เมื่อพูดถึงโรคภูมิแพ้คนส่วนใหญ่คงนึกถึงอาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก (อาการทางจมูก) แต่ความจริงแล้วโรคภูมิแพ้เป็นกลุ่มของโรคที่สามารถแสดงอาการได้กับหลายระบบ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายของคนเรานั้นได้รับสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ในรูปแบบใด เช่น ถ้าได้รับสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ที่ตาก็จะเกิดเยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง แสบตา เคืองตา น้ำตาไหล ถ้าได้รับสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ที่จมูกก็จะมีอาการคัดจมูก คันจมูก น้ำมูกไหล แต่ถ้าการแพ้เกิดที่หลอดลมก็จะมีอาการไอ หืด หอบเหนื่อย หายใจติดขัดได้ นอกจากนี้หากเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง ก็จะเกิดอาการคัน ปื้นแดง ผื่นคัน จึงได้กล่าวไว้ว่าในแต่ละคนอาจมีอาการแพ้ที่ต่างกันได้

การรักษาโรคภูมิแพ้ก็จะมีการใช้ยาต้านฮิสทามีน (antihistamines) ซึ่งมีความสำคัญในการรักษาโรคภูมิแพ้มากสารฮิสทามีน จะไปจับกับตัวรับ (Histamine Receptor)ที่เซลล์ชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ ดังนั้น การใช้ยาต้านฮิสทามีนจึงเป็นการยับยั้งการแพ้ขึ้นนั้นเอง

ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสทามีน (antihistamines) สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ


1. กลุ่มเริ่มแรกหรือกลุ่มดั้งเดิม เป็นยาต้านฮิสทามีนที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้ง่วง ตื่นมาก็อาจมึนงงได้ ผู้ที่ได้รับยากลุ่มนี้จะถูกแนะนำว่าไม่ควรขับ ขี่ ยานพาหนะ ไม่ทำงานที่ใช้เครื่องจักร อีกทั้งยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ในการต้านระบบประสาทชนิดโคลเนอร์จิก (anti-cholinergic) ด้วย ซึ่งมีผลทำให้ ปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะคั่ง ฯลฯ การใช้ยาในกลุ่มนี้จึงมีข้อห้ามใช้ในคนบางกลุ่ม แต่ยาในกลุ่มนี้มีข้อดีที่เหนือกว่ายาแก้แพ้กลุ่มหลัง ๆ คือ การที่ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านระบบประสาทชนิดโคลเนอร์จิกจะทำให้ลดอาการคัดจมูกได้ดี ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่chlorpheniramine, diphenhydramine, cyproheptadine, hydroxyzine

 

2. ยาต้านฮิสทามีนกลุ่มที่ 2 หรือ รุ่นที่ 2 โดยยากลุ่มนี้จะมีการพัฒนาให้ยามีฤทธิ์ต้านระบบประสาทชนิดโคลเนอร์จิกลดลง ออกฤทธิ์ได้นานขึ้นยาในกลุ่มนี้ เช่น loratadine cetirizine

 

3. ยาต้านฮิสทามีนกลุ่มที่ 3 หรือ รุ่นที่ 3 ยากลุ่มนี้ก็จะมีการพัฒนามาจากยารุ่นที่ 2 พัฒนาให้ยาออกฤทธิ์นาน มีความจำเพาะกับตัวรับชนิดที่ต้องการมากขึ้น นั้นหมายความว่ายาในกลุ่มนี้จะมีความปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งตัวยาในกลุ่มนี้จะเป็นตัวยาที่พร้อมในการออกฤทธิ์ได้เลยไม่ต้องไปเปลี่ยนเป็นรูปที่ออกฤทธิ์ในตับ ดังนั้นยาในกลุ่มนี้จึงไม่รบกวนการทำงานของตับ


ในการรักษาโรคภูมิแพ้จึงมักแนะนำให้ใช้ยาต้านฮิสทามีนรุ่นที่ 2 หรือ รุ่นที่ 3 มากกว่ายาต้านฮิสทามีนรุ่นแรก แต่การรักษาโรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ที่การใช้ยาแก้แพ้กลุ่มไหนหรอก ยาแก้แพ้จะมีความจำเป็นในระยะแรกที่มีอาการแพ้เท่านั้น การให้ยาแก้แพ้ก็เหมือนเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุมันไม่ได้ถูกกำจัดไป เมื่อร่างกายได้รับสารที่ก่อให้เกิดการแพ้อีก ก็จะทำให้ร่างกายเกิดการแพ้ แล้วเราก็ต้องรับยาแก้แพ้อีก เป็นแบบนี้ไม่จบไม่สิ้นหากยังได้รับสารก่อการแพ้อยู่ ดังนั้น การรักษาโรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุดจึงเป็น “การดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยง หรือกำจัดสิ่งที่แพ้”

 

ข้อมูลจาก
http://www.rcot.org/2016/People/Detail/210
https://aacijournal.biomedcentral.com/articles/10.1186/s13223-019-0375-9
 

 

#อาวุโสโซไซตี้
#เพื่อนที่รู้ใจของรุ่นใหญ่ตัวจริง

ช่องทางติดต่อเรา

Line : http://bit.ly/2j0bymq หรือ @happyseniorclub

Facebook : http://bit.ly/2jzRPy1 หรือ อาวุโส โซไซตี้

WebSite   : www.awusosociety.com

Call Center : 081 969 5665

AWUSO SOCIETY - THAILAND

+66 81 969 5665

Bangkok, Thailand

©2017 AWUSO SOCIETY BY HAPPY SENIOR CLUB (THAILAND)