black-and-white-creative-desk-pen

รู้จักโรคหูด

โรคหูด หนึ่งในโรคผิวหนังที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย แต่ในผู้สูงอายุนั้นหากเป็นโรคหูด จะเป็นกลุ่มเสี่ยงให้เกิดภาวะแผลติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันในคนสูงอายุจะต่ำกว่าคนในวัยอื่น ในบางรายอาจเกิดอาการคันตามตุ่มที่เป็นหูด จนต้องแกะ เกา ทำให้เกิดแผลและเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณดังกล่าวได้

วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับโรคหูด ทั้งสาเหตุ ชนิด และการรักษามาฝากกันค่ะ

 

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่าปาโปวา โดยเชื้อไวรัสจะกระตุ้นทำให้ส่วนผิวหนังของเซลล์หนังกำพร้าค่อย ๆ หนาตัวหรือแข็งตัวขึ้น มีระยะฟักตัวราว 1-6 เดือน  ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นหูด คือ ผู้ที่มีระบบความต้านทานของโรคต่ำ ไม่ค่อยสบายบ่อย ๆ ร่างกายอ่อนแอ ทำให้มีการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่าย หูดสามารถติดต่อได้ทั้งทางสัมผัสผิวหนังและการมีเพศสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับชนิดของหูด ในที่นี่เราขอพูดถึงเฉพาะหูดที่เกิดขึ้นทางสัมผัสผิวหนัง

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับชนิดของหูด

หูดจะมีความแตกต่างกันตามขนาดของหูด แบ่งได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้

1. หูดทั่วไป

มีลักษณะเป็นตุ่มเม็ดนูนแข็งขึ้นจากผิวหนังชั้นกำพร้า  ลักษณะผิวค่อนข้างขรุขระ มักขึ้นบริเวณนิ้วมือหรือรอบ ๆ บริเวณเล็บ เนื่องจากมีแผลบ่อย อาจเกิดจากการฉีกของหนังบริเวณรอบเล็บ จึงทำให้ติดเชื้อหูดได้ง่าย

2. หูดชนิดแบน

มีลักษณะเป็นตุ่มเม็ดเล็กแข็ง มีลักษณะผิวเรียบ อาจมีสีชมพู สีน้ำตาลหรือออกเหลือง สามารถขึ้นได้ทุกตำแหน่งของร่างกาย ส่วนมากจะพบได้บริเวณบนใบหน้า

3. หูดฝ่าเท้า

มีลักษณะเป็นไต แผ่นหนาแข็ง มีขนาดใหญ่กว่าหูดแบบธรรมดา มีรอยปื้นใหญ่ พบได้บ่อยบริเวณฝ่าเท้า และข้างใต้ฝ่าเท้า หูดชนิดนี้มีผลกระทบต่อการเดิน ทำให้ผู้สูงอายุเดินเหินไม่สะดวกและเจ็บบริเวณฝ่าเท้า

การรักษาโรคหูด

1.ใช้วิธีทายากัดหูด

ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ยาประเภทนี้จะมีส่วนผสมกรดซาลิไซลิกและกรดแลกติก ใช้เวลารักษาประมาณ 
4-6 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่หายและหูมีขนาดใหญ่ขึ้นหลายจุด หรือเริ่มมีอาการเจ็บ ผู้สูงอายุควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

2.รักษาด้วยความร้อน

โดยการจี้ออกด้วยไฟฟ้า อาจมีประสิทธิภาพดีกว่าการจี้เย็น แต่จะเจ็บและมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าการจี้เย็น

 

3.การจี้ด้วยเลเซอร์

แพทย์จะใช้แสงเลเซอร์จี้ที่ตัวหูด หลังจากทำการรักษา บริเวณที่เป็นหูดจะเกิดแผลและเป็นสะเก็ดราว 1 สัปดาห์แล้วหูดก็จะค่อย ๆ จางหายไป

 

4.การจี้ด้วยความเย็นหรือไนโตรเจนเหลว
หากหูดมีแผ่นหนาแพทย์จะทำการฝานก่อนการจี้ หลังการจี้ 1 วัน หูดที่มีการจี้จะบวมพองเป็นตุ่มน้ำ และพองตัวเป็นถุงน้ำ อาจมีเลือดออกอยู่ข้างใน หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ตกสะเก็ดและหายไป ราว 1-3 สัปดาห์ ทั้งนี้จำนวนครั้งที่จี้เพื่อให้หายขาดขึ้นอยู่กับขนาดของหูด และลักษณะของหูด

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคหูด

การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อเป็นโรคหูด ผู้สูงอายุไม่ควรแกะ เกา หรือสัมผัสบริเวณที่เป็นหูด เพราะอาจทำให้ผิวหนังบริเวณอื่น ๆ เกิดการติดเชื้อและเป็นหูดเพิ่มขึ้นใหม่ อีกทั้งควรดูแลบริเวณที่เป็นหูดให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่เชื้อได้

อย่างไรก็ตามการป้องกันภายหลังจากรักษาอาจทำได้ยาก เนื่องจากโรคดังกล่าวเกิดจากภูมิคุ้มกันต่ำ อาจเลี่ยงได้บ้างด้วยการไม่สัมผัสหูดทั้งของตนเอง หรือของผู้อื่น การใส่รองเท้าแบบเดินในห้องน้ำสาธารณะ จะช่วยป้องกันการติดเชื้อที่เท้าได้ ห้ามใช้เครื่องมือที่สำหรับตัดหรือเฉือนหูดร่วมกับผู้อื่น

อีกทั้งไม่ควรใช้ธูปจี้หรือการใช้ยากัดหูดแรงๆ ซึ่งเป็นความหลงเชื่อในแบบผิด ๆ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังผู้สูงอายุ เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดอาการอักเสบอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล

www.honestdocs.co, http://inderm.go.th/news/myfile/282834ff65155c65d5_warts.pdf

www.thaihealth.net, www.phyathai.com/article_detail/1847/th/ปัญหาผิวหนังในผู้สูงอายุ, https://medthai.com

#อาวุโสโซไซตี้  #เพื่อนที่รู้ใจของรุ่นใหญ่ตัวจริง

 

Follow Line@: @happyseniorclub หรือ http://bit.ly/2j0bymq

Follow Facebook: http://bit.ly/2jzRPy1

WebSite: www.awusosociety.com

AWUSO SOCIETY - THAILAND

+66 81 969 5665

Bangkok, Thailand

©2017 AWUSO SOCIETY BY HAPPY SENIOR CLUB (THAILAND)