กระดูกพรุน

แนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่เกิดจากลักษณะของกระดูกที่ผิดปกติไป โครงสร้างกระดูกผิดปกติ มวลกระดูกลดลง กระดูกอ่อนแอ แตกหักง่าย อาจทำให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันได้เลยก็มีนะครับ โดยปกติแล้วกระดูกจะมีกระบวนการที่สัมพันธ์กัน 2 กระบวนการ นั้นคือ การสลายเนื้อกระดูก และ การสร้างเนื้อกระดูก ถ้าทั้ง 2 กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างสมดุลกัน สมมติผมให้ การสลายเนื้อกระดูก เกิดขึ้น 100 หน่วย การสร้างเนื้อกระดูก ก็เกิดขึ้น 100 หน่วย นั้นหมายความว่า มันเกิดสมดุลกัน กระดูกที่ถูกเอาออกไปก็มีกระดูกที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่มาทดแทน กระดูกก็ยังแข็งแรง ทำงานได้ตามเดิม แต่ในทางกลับกันถ้าเกิดสมดุลดังกล่าวมันเสียไป สมมติผมให้ การสลายเนื้อกระดูก เกิดขึ้น 100 หน่วยเท่าเดิม แต่การสร้างเนื้อกระดูก กลับเกิดได้แค่ 60 หน่วย นั้นหมายความว่า กระดูกที่จะถูกสร้างขึ้นใหม่มาทดแทนกับกระดูกที่สลายไปมันไม่พอ เมื่อไปตรวจวัดมวลกระดูก ก็จะพบว่ามวลกระดูกลดลงนั้นเอง

ทุกคนคงรู้จักฮอร์โมนเอสโตรเจนกันดี มันเป็นฮอร์โมนหลักของเพศหญิง โดยรังไข่ หรือ ovary จะเป็นอวัยวะหลักที่มีการสังเคราะห์และหลั่งฮอร์โมนนี้ออกมา อย่างที่ได้กล่าวไปว่ากระดูกจะมีกระบวนการสลายกระดูก และ กระบวนการสร้างกระดูกอย่างสมดุลกัน แต่ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสมดุลดังกล่าว ดังนั้นผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน หรืออีกความหมายหนึ่งคือผู้หญิงที่หมดฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้นั้นเองครับ (ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนทุกคนจะต้องเป็นโรคกระดูกพรุนนะครับ แต่เป็นได้ง่ายกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง)

โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่เกิดจากลักษณะของกระดูกที่ผิดปกติไป โครงสร้างกระดูกผิดปกติ มวลกระดูกลดลง กระดูกอ่อนแอ แตกหักง่าย อาจทำให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันได้เลยก็มีนะครับ โดยปกติแล้วกระดูกจะมีกระบวนการที่สัมพันธ์กัน 2 กระบวนการ นั้นคือ การสลายเนื้อกระดูก และ การสร้างเนื้อกระดูก ถ้าทั้ง 2 กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างสมดุลกัน สมมติผมให้ การสลายเนื้อกระดูก เกิดขึ้น 100 หน่วย การสร้างเนื้อกระดูก ก็เกิดขึ้น 100 หน่วย นั้นหมายความว่า มันเกิดสมดุลกัน กระดูกที่ถูกเอาออกไปก็มีกระดูกที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่มาทดแทน กระดูกก็ยังแข็งแรง ทำงานได้ตามเดิม แต่ในทางกลับกันถ้าเกิดสมดุลดังกล่าวมันเสียไป สมมติผมให้ การสลายเนื้อกระดูก เกิดขึ้น 100 หน่วยเท่าเดิม แต่การสร้างเนื้อกระดูก กลับเกิดได้แค่ 60 หน่วย นั้นหมายความว่า กระดูกที่จะถูกสร้างขึ้นใหม่มาทดแทนกับกระดูกที่สลายไปมันไม่พอ เมื่อไปตรวจวัดมวลกระดูก ก็จะพบว่ามวลกระดูกลดลงนั้นเอง

ทุกคนคงรู้จักฮอร์โมนเอสโตรเจนกันดี มันเป็นฮอร์โมนหลักของเพศหญิง โดยรังไข่ หรือ ovary จะเป็นอวัยวะหลักที่มีการสังเคราะห์และหลั่งฮอร์โมนนี้ออกมา อย่างที่ได้กล่าวไปว่ากระดูกจะมีกระบวนการสลายกระดูก และ กระบวนการสร้างกระดูกอย่างสมดุลกัน แต่ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสมดุลดังกล่าว ดังนั้นผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน หรืออีกความหมายหนึ่งคือผู้หญิงที่หมดฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้นั้นเองครับ (ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนทุกคนจะต้องเป็นโรคกระดูกพรุนนะครับ แต่เป็นได้ง่ายกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง)

พอทราบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนมีความสำคัญในการรักษาสมดุลของกระดูกและคนที่ขาดฮอร์โมนนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน จึงมีความคิดว่าผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หากเป็นโรคกระดูกพรุนควรเริ่มต้นด้วยการรักษาการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนแน่เลย

ซึ่งตามแนวเวชปฏิบัติเรื่องการใช้ยาในการดูแลรักษาโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือนโดย The Endocrine Society เริ่มต้นเค้าจะประเมินจัดลำดับความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักก่อนครับ ถ้าถูกจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเค้าจึงค่อยเริ่มการรักษาด้วยยา โดยยาที่เค้าเลือกใช้ก็ไม่ใช่ฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ยาที่เค้ามักจะเลือกใช้นั้นคือ ยากลุ่มที่มีชื่อว่า ยาบิสฟอสฟาเนต (Bisphosphonate)

ความสำคัญของยากลุ่มนี้คือ การใช้ยาอย่างถูกต้อง ผมได้ทำการสรุปคำแนะนำไว้แล้ว เดี๋ยวผมขอนำกลับมากล่าวอีกครั้ง

1.รับประทานยาตอนที่ท้องว่าง ไม่มีอาหารรบกวนการดูดซึมยา แนะนำเป็นตอนเช้า ตื่นนอนมา กินยาเลย

2.รับประทานยากับน้ำเปล่าตามประมาณ 1 แก้ว ไม่ควรรับประทานร่วมกับแคลเซียมเหล็ก ชา กาแฟ น้ำส้ม

3.หลังรับประทานยาแล้วให้นั่งตัวตรง อย่านอนราบอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง

Please follow and like us:

ช่องทางติดต่อเรา