black-and-white-creative-desk-pen

ทำความรู้จัก ‘โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’

บางครั้งอาการปวดหลังอาจไม่ได้เกิดจากการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เพราะถ้าใครมีอาการปวดหลังส่วนล่างจนร้าวลงไปถึงขา เป็นแบบนี้มานานแล้วก็ยังไม่หาย ให้สงสัยไว้ว่านี่อาจไม่ใช่แค่อาการปวดหลังธรรมดาเสียแล้ว แต่อาจเป็นสัญญาณเตือน "โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" หรือ "หมอนรองกระดูกเคลื่อน" ก็เป็นได้

 

หมอนรองกระดูก คืออะไร

หมอนรองกระดูกก็คือเนื้อเยื่อชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นวงกลม มีขอบเป็นพังผืดเหนียว ภายในมีของเหลวคล้ายเจลบรรจุอยู่ อยู่คั่นกลางระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อเพื่อผ่อนแรงและรองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูก 2 ชิ้นที่อยู่ติดกัน และทำให้เราเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังได้ดีขึ้น โดยปกติแล้วหมอนรองกระดูกจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงตั้งแต่อายุ 25 ปี

 

แต่ทว่าหากหมอนรองกระดูกได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง หรือใช้หลังผิดท่าทาง เช่น ยกของหนัก นั่งนาน ๆ เล่นกีฬาที่ต้องใช้แผ่นหลังมาก ๆ อย่างการตีกอล์ฟ ก็อาจทำให้หมอนรองกระดูกเกิดการเสื่อม ทำให้ของเหลวในหมอนรองกระดูกทะลักออกมา หรือแตกออกมาจนกดทับเส้นประสาทที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งหากไปกดทับประสาทส่วนที่เชื่อมโยงกับอวัยวะไหน ก็จะทำให้ปวดร้าวลงไปถึงส่วนนั้น เช่น หากไปกดทับเส้นประสาทที่เชื่อมโยงกับขา ก็จะทำให้มีอาการปวดบั้นเอวร้าวลงไปถึงขา ซึ่งนี่เป็นอาการเด่นของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สาเหตุเกิดจากอะไร?

 

มีหลายสาเหตุที่ทำให้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ

 

          - ความเสื่อมของกระดูกตามวัย

 

          - เกิดจากพฤติกรรมที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือการใช้ร่างกายที่ผิดลักษณะท่าทาง ไม่ว่าจะเป็นก้ม, ยืน, นั่ง, ยกของ, บิดตัว หรือแม้กระทั่งการเล่นกีฬาและออกกำลังกาย ซึ่งหากใช้ท่าทางผิดบ่อย ๆ ก็จะส่งผลให้เกิดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกมากเกินไป

 

          - เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น หกล้มก้นกระแทกพื้น ตกจากที่สูง หรือได้รับแรงกระเทือนที่แผ่นหลัง

 

          - เกิดจากพันธุกรรม แม้จะพบผู้ป่วยไม่มากแต่ก็เคยมีรายงานว่าผู้ป่วยบางรายป่วยเป็นโรคนี้จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อาการแบบนี้คือใช่!

 

-  ปวดคอ ขยับคอไม่ค่อยได้เหมือนปกติ

-   รู้สึกปวดร้าวแปล๊บ ๆ เหมือนไฟช็อตลงไปที่แขนข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ปวดไปตามเส้นประสาทจากไหล่ ศอก ลงมาถึงปลายนิ้ว

-  อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงตรงปลายนิ้วจนลามไปถึงฝ่ามือ

- มีอาการเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรืออาจเป็นเฉพาะเวลาหันหน้าซ้าย-ขวา

 

-  ปวดหลังเป็น ๆ หาย ๆ เป็นเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป

-  ปวดขาตั้งแต่บริเวณสะโพก หรือกระเบนเหน็บ รู้สึกเสียวแปล๊บ ร้าวไปถึงบริเวณน่อง เท้า โดยอาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างถือเป็นอาการเด่นของโรคนี้

- ปวดมากเวลาเดิน ต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ รวมทั้งปวดเวลาก้ม ยืน นั่ง หรือจะลุก รวมทั้งเมื่อไอ จาม หรือเบ่งถ่าย

-   อาจมีอาการชาบริเวณขาหรือเท้า และมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย

- หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา เส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง ทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

 

เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว จะรักษาอย่างไร

 

ปัจจุบันการรักษาอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทสามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากอาการไม่หนักมาก แต่หากมีอาการรุนแรงแพทย์ก็จะต้องผ่าตัดให้

 

ทั้งนี้ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการวินิจฉัยให้แน่นอนก่อนด้วยการทำ MRI ที่จะช่วยให้มองเห็นหมอนรองกระดูกสันหลังที่ปลิ้นได้ชัดเจน จากนั้นจึงทำการรักษาโดยวิธีการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะเป็นไปตามลำดับ ดังนี้

 

1. ทานยาแก้ปวด เพื่อช่วยบรรเทาอาการ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบ ๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้อาการปวดลดลงได้

 

2. ทำกายภาพบำบัด ในผู้ป่วยที่ยังเป็นไม่มาก การกายภาพบำบัดจะช่วยให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น อาการปวดทุเลาลง โดยอาการปวดจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้ภายใน 4-6 สัปดาห์

 

3. ฉีดยาลดการอักเสบที่เส้นประสาท เพื่อแก้ไขการกดทับของเนื้อรอบ ๆ เส้นประสาทสันหลัง ซึ่งเป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัดที่ได้ผลดีมาก เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ปวดมากแต่การกดทับเป็นน้อย ๆ จนถึงปานกลางหรือ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงผ่าตัดสูงไม่สามารถดมยาสลบได้

4. ผ่าตัด กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง หรือพิจารณาแล้วว่ามีอาการปวดมากจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ และการทานยาร่วมกับการกายภาพบำบัดก็ไม่ทำให้โอกาสในการรักษาดีขึ้น แพทย์จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อคีบหรือตัดเอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการเกร็ง และบิดตัวของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยในปัจจุบันมีการผ่าตัดอยู่ 3 วิธีคือ

 

- ผ่าตัดแบบแผลเปิดด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยใส่อุปกรณ์เข้าไปเพื่อเลาะกล้ามเนื้อออกจากกระดูกเป็นแนวยาว แล้วแพทย์จะมองผ่านกล้อง Microscope ที่อยู่ภายนอก แล้วตัดกระดูกบางส่วนออกเพื่อให้สามารถผ่าตัดตำแหน่งที่มีการกดทับของเส้นประสาทได้ การผ่าตัดวิธีนี้จะทำให้เกิดความบอบช้ำต่อกล้ามเนื้อและอวัยวะข้างเคียง โดยจะมีแผลขนาดประมาณ 3-5 เซนติเมตร

 

- ผ่าตัดแบบส่องกล้อง วิธีนี้จะทำโดยเจาะและสอดกล้อง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 มิลลิเมตร  ซึ่งมีเลนส์ติดอยู่ส่วนปลายผ่านใยกล้ามเนื้อไปยังหมอนรองกระดูกส่วนที่กดทับเส้นประสาท จากนั้นใส่เครื่องมือผ่าตัดผ่านกล้องเข้าไปตัดหมอนรองกระดูกโดยตรง

 

ข้อดีของการผ่าตัดแบบส่องกล้องคือ แพทย์สามารถมองได้ทุกมุมในบริเวณที่จะผ่าตัด และอุปกรณ์มีระบบน้ำไหลเวียน สามารถชะล้างสิ่งที่ผ่าตัด ทำให้มองเห็นชัดเจนตลอดเวลา

 

อีกทั้งแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กเพียง 1 เซนติเมตร เพราะแพทย์ไม่ต้องตัดกระดูกหรือเลาะกล้ามเนื้อบางส่วนออก แต่ใช้การขยายกล้ามเนื้อแล้วสอดกล้องเข้าไปที่หมอนรองกระดูกได้เลย จึงช่วยให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บน้อยกว่าและฟื้นตัวได้เร็วกว่า

 

อย่างไรก็ตาม หลังการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยจะต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อดูอาการอย่างน้อย 1-3 วัน และในช่วง 6 สัปดาห์แรกต้องระมัดระวังตัวเอง ห้ามบิดตัว เอี้ยวตัว ก้ม ๆ เงย ๆ เพราะอาจทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นซ้ำออกมาได้ 

 

- จี้ด้วยคลื่นความร้อน (Nucleoplasty) เป็นเทคโนโลยีการรักษาแบบใหม่โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ โดยจะใช้เข็มเจาะลงไป แล้วปล่อยคลื่นความร้อนประมาณ 40-70 องศาเซลเซียส ออกมาจี้หมอนรองกระดูกสันหลังที่เคลื่อนไปกดทับเส้นประสาท ทำให้ความดันในหมอนรองกระดูกลดลง จึงดึงหมอนรองกระดูกที่ยื่นอยู่ให้กลับเข้ามาได้ และทำให้เส้นประสาทที่กระดูกกดทับอยู่ฟื้นสภาพ

 

ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้ก็คือ ไม่ต้องถูกวางยาสลบ ไม่มีแผลผ่าตัด มีเพียงบาดแผลเล็ก ๆ จากเข็ม เจ็บน้อย นอนพักรักษาตัวไม่กี่ชั่วโมงหรือเพียง 1 วันก็สามารถกลับบ้านได้ และยังสามารถลดการอักเสบภายในหมอนรองกระดูกได้ด้วย เพราะคลื่นที่ปล่อยออกมาไม่ได้ทำลายเนื้อเยื่อที่ใกล้เคียง แต่อาจมีอาการระบมจากการเจาะเข็มบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์

 

ข้อจำกัดของวิธี Nucleoplasty ก็คือ มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงคือหลักแสนบาท และผู้ที่จะทำได้ต้องเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาด้วยวิธีนี้ นอกจากนี้ยังอาจใช้ได้กับผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนที่ไปกดทับเส้นประสาทยังไม่แตกออกมา และยังเป็นไม่มาก

 

 

ท่าบริหารเสริมกล้ามเนื้อหลัง

 

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้แนะนำท่ากายบริหารเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง อันเป็นการป้องกันภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือกดทับเส้นประสาท คือ

 

- ท่าบริหารที่ 1 : นอนหงาย ยกขาขึ้นข้างหนึ่งให้สูงจากพื้นประมาณ 1 คืบ เข่าเหยียดตรง กระดกปลายเท้าเข้าหาตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับขาอีกข้าง ทำอย่างน้อย 3-5 ครั้ง ทุกเช้า-เย็น

 

- ท่าบริหารที่ 2 : นอนหงาย ใช้มือทั้งสองกอดเข่าข้างหนึ่ง โน้มเข่าลงมาให้ชิดลำตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับเข่าอีกข้าง ทำอย่างน้อย 3-5 ครั้ง ทุกเช้า-เย็น

 

- ท่าบริหารที่ 3 : นอนหงาย ชันเข่าขึ้น ประสานมือสองข้างไว้ด้านหลังบริเวณเอว จากนั้นแขม่วท้อง กดหลังลงค้างไว้ 5 วินาที ทำอย่างน้อย 3-5 ครั้ง ทุกเช้า-เย็น

 

จะเห็นว่าวิธีการป้องกันโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้ดีที่สุดก็คือ การรักษาโครงสร้างร่างกายให้อยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อให้หน้าท้องและแผ่นหลังแข็งแรง แต่หากใครเริ่มมีอาการปวดหลังแล้วมีอาการร้าวลงขา ควรปรึกษาแพทย์ทันที

 

#อาวุโสโซไซตี้ #คนสูงอายุ #สูงวัย #อาวุโส

Follow Line@: @happyseniorclub หรือ http://bit.ly/2j0bymq
Follow Facebook: http://bit.ly/2jzRPy1
WebSite: www.awusosociety.com

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- www.health.kapook.com

- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 

- thaispine.com 

- โรงพยาบาลเปาโล

- โรงพยาบาลพญาไท

AWUSO SOCIETY - THAILAND

+66 81 969 5665

Bangkok, Thailand

©2017 AWUSO SOCIETY BY HAPPY SENIOR CLUB (THAILAND)