black-and-white-creative-desk-pen

เตรียมรับมือกับการเป็นผู้สูงวัย

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

ประเทศไทยเรามีปัญหาสำคัญๆหลายประการที่รอการแก้ไข และการวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรับมือกับอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

เฉพาะปัญหาที่มีนักวิชาการจำนวนมากออกมาเตือนอยู่เป็นประจำก็คือ ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัยที่เพิ่มมากขึ้นตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางโภชนาการ และการแพทย์

ในขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในสังคมเดียวกัน ถูกประเมินว่าไม่มีความสามารถเพียงพอจะเลี้ยงดูผู้สูงวัยเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่มากพอกับการเสียภาษีแก่รัฐเพื่อใช้เป็นสวัสดิการสังคม หรือความสามารถในประกอบการทางธุรกิจใหม่ๆ

เนื่องเพราะภาคอุตสาหกรรมประเทศยังคงเป็นแค่ผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆที่เรียกว่า OEM: Original Equipment Manufacturer หาได้เป็นเจ้าของผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นๆ หรือต่อยอดการผลิตสินค้าที่มากไปด้วยเทคโนโลยี และการออกแบบจนกระทั่งสามารถลุกขึ้นเป็นผู้ว่าจ้างการผลิตเสียเองได้ เป็นต้น

แม้ปัญหาของสังคมผู้สูงอายุจะได้มีการพูดถึงกันมาก แต่ยังไม่มีแผนรับมืออย่างจริงจังกับอนาคตที่กำลังคืบคลานเข้ามา โดยเฉพาะกับปัญหาของผู้สูงวัยที่มีรายได้น้อย

สัปดาห์นี้ ทีมเศรษฐกิจ ขอมาจับเข่าคุยกับ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหารศูนย์ข้อมูลวิจัย และประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ในฐานะประธานมูลนิธิอิสรชนที่ช่วยเหลือคนเร่ร่อนและผู้ด้อยโอกาส เพื่อขอดูผลการศึกษาที่ ดร.โสภณทำการรวบรวมไว้จากการไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศที่ประเทศไทยเราอาจจะนำมาปรับใช้ได้

 

สถานการณ์ผู้สูงวัย

จากการศึกษา ดร.โสภณพบว่าประชากรวัยเด็กมีแนวโน้มลดน้อยลง ขณะที่จำนวนประชากรสูงอายุมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น แสดงว่าโครงสร้างประชากรได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และเดินเข้าไปสู่สังคมสูงอายุ (Aging society) อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ให้นิยามผู้สูงอายุ หมายถึง ประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

1.ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 10% มีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีมากกว่า 7%

2.ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่า 14%

3.ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 20%

ในหมู่ประเทศอาเซียนด้วยกัน

สิงคโปร์เป็นประเทศที่เข้าสู่ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่เร็วกว่าประเทศอื่นๆ ตามมาด้วยไทย บรูไน และเวียดนาม ตามลำดับ (http://bit.ly/2F622eL)

รายงานของสหประชาชาติยังกล่าวด้วยว่า “การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศอาเซียน ส่วนหนึ่งมาจากการลดลงของภาวะเจริญพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทําให้จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลง ส่งผลให้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมากในแต่ละประเทศ

การมีอายุยืนยาวขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่ทําให้ประชากรสูงอายุมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น พิจารณาได้จากอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด พบว่าทุกประเทศมีอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประชากรผู้สูงวัยของไทยมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อปี 2513 ประชากรส่วนใหญ่ในไทยอยู่ในวัยเด็กเป็นสำคัญ สมัยนั้นหลายๆท้องที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำไป ตกค่ำก็คงนอน กิจกรรมเดียวที่มีก็คงเป็น “เรื่องบนเตียง” หรือ “เรื่องในมุ้ง” ทำให้ประชากรออกลูกออกหลานกันมามากมาย

แต่พอถึงปี 2533 สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป ประชากรเด็กเกิดน้อยลง หลังการคุมกำเนิดประสบผลสำเร็จอย่างสูง ประชากรที่เป็นเด็ก หรือ “เบบี้” ในยุคที่เรียกกันว่า เบบี้ บูมเมอร์ ก็เข้าสู่วัยทำงาน ทำให้กำลังแรงงานของไทยเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่ยุคเบบี้บูมเมอร์ จะยุติลงในอีก 20 ปีต่อมา หรือประมาณปี 2553

เพราะเริ่มปรากฏชัดยิ่งขึ้นว่าไทยจะเข้าสู่ยุคประชากรสูงวัยกันมากขึ้น ด้วยเหล่า “เบบี้” เมื่อ 40 ปีก่อน เริ่มกลายเป็นวัยกลางคน และปรากฏชัดว่าในไม่ช้าว่าคงจะกลายเป็นประชากรสูงวัย

ด้วยเหตุนี้ในอีก 20 ปีถัดมา หรือปี 2573 ก็จะมีประชากรสูงวัยเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดเข้ามาแทนที่ ประชา กรสูงวัยเป็นประชากรที่ผลิตน้อยลง แต่บริโภคมากขึ้น บำนาญต่างๆที่ได้รับจะเพียง พอต่อประชากรกลุ่ม นี้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

แต่โดยที่ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่แล้ว มีรายได้มากขึ้นแล้ว ก็คงสามารถเลี้ยง ดูประชากรกลุ่มนี้ที่ทำคุณต่อประเทศ ชาติมามากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาได้

 

ไปดูตัวอย่างจากสิงคโปร์

รัฐบาลสิงคโปร์มีโปรแกรมช่วยเหลือที่น่าสนใจมาก (http://bit.ly/2rlGtPl) คือ

1.Medisave ระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ ที่กำหนดให้ประชาชนต้องจ่ายเงินประกันสุขภาพประมาณ 8–10.5% ต่อปี เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สถานะผู้สูงวัย เพื่อจะได้มีเงินไว้รักษาตัว ที่ทางราชการจะร่วมให้การสนับสนุนด้วย

2.Enhancement for Active Seniors (EASE) ระบบเพิ่มประสิทธิภาพ หรือปรับปรุงความเป็นอยู่แก่ผู้สูงอายุ โดยรัฐออกเงินให้ 95% ของค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบ้านให้เหมาะสมกับวัย เช่น ราวบันไดใหม่ ทำพื้นที่ไม่ลื่น ฯลฯ

3.ComCare Long Term Assistance ระบบการดูแลผู้สูงวัยในบ้านตนเอง ซึ่งจะได้เงิน 1,180 ดอลลาร์สิงคโปร์ (28,000 บาทต่อเดือน) หากไม่สามารถช่วยตนเองได้ เจ็บป่วย และอาจมีเงินสนับสนุนทางอื่นด้วย

4.Silver Support Scheme รัฐบาลจ่ายเงินเพิ่มให้อีกเดือนละ 300–750 ดอลลาร์สิงคโปร์ (8,300–18,000 บาท) สำหรับคนแก่ที่มีรายได้ต่ำสุด 20% แรกที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว

5.Pioneer Generation Package ระบบดูแลผู้สูงวัยในฐานะผู้บุกเบิกสิงคโปร์ (เกิดก่อน 31 ธันวาคม 2492) หรือผู้ที่เปลี่ยนมาเป็นสัญชาติสิงคโปร์ก่อน 31 ธันวาคม 2529 จะได้รับเงินไม่เกิน 800 ดอลลาร์สิงคโปร์ (19,000 บาท) ต่อปี และอื่นๆเป็นการเพิ่มเติม

6.Lease Buyback Scheme ระบบที่ผู้สูงวัยที่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง เช่น ห้องชุด 4 ห้องนอน หรือน้อยกว่า ก็สามารถให้ทางราชการเซ้งห้องชุดต่อเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายแก่เจ้าของทรัพย์นั้นได้

7.Senior Citizen Concession Card ผู้สูงวัยมีสิทธิพิเศษในการจ่ายค่ารถค่ารา ต่างๆในอัตราต่ำกว่าปกติ (ไม่ฟรี)

ตัวอย่างจากประเทศอื่นๆ

ยังมีโปรแกรมการช่วยเหลือผู้สูงวัยในประเทศอื่นๆ (http://bit.ly/2CMVlZu) ที่ ดร.โสภณ สรุปให้ดูด้วย ดังนี้ :

1.บรูไน รัฐบาลมีโปรแกรมสำหรับผู้สูงวัย เช่น ละเว้นภาษี ระบบดูแลสุขภาพ การศึกษา และที่อยู่อาศัย รวมทั้งให้เงินบำนาญเดือนละ 6,000 บาท/คน

2.ฮ่องกง มีศูนย์รับเลี้ยงผู้สูงวัยในเวลากลางวันให้แก่ลูกหลานโดยมีทั้งอาหาร กิจกรรมต่างๆ การให้คำปรึกษา และอื่นๆเสริมให้อีกด้วย

3.ญี่ปุ่น เริ่มใช้หุ่นยนต์ในการดูแลผู้สูงวัย รวมทั้งการให้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อสนับสนุนการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพของผู้สูงวัย

4.ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะย่านมากาตี ทางราชการยังให้บัตรรักษาพยาบาล บัตรดูหนัง เค้กวันเกิด และเงินอีก 100,000 เปโซ (60,000 บาท) เป็นเงินบำเหน็จด้วย

5.ศรีลังกา มีเงินบำเหน็จให้ประมาณ 20,000-50,000 บาท นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราต่ำพิเศษแก่ผู้สูงวัยอีกด้วย

6.ไต้หวัน กำหนดให้ผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ได้รับการสนับสนุน เช่น การสนับสนุนทางการเงินแก่ครอบครัวที่ดูแลผู้สูงวัย พร้อมมีโปรแกรมให้ผู้สูงวัยได้รับการดูแลโดยชุมชนที่ตนอยู่เอง นอกจากนี้ยังทำคล้ายในญี่ปุ่นที่ใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยสนับสนุนการดำรงชีวิตของผู้สูงวัยด้วย

ตลาดที่อยู่อาศัยผู้สูงวัย

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ซึ่งทำการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 พบว่าการสร้างโครงการที่อยู่อาศัย สำหรับประชากรสูงวัยนั้นยังมีน้อยมาก หรือแทบจะเรียกว่าไม่มีเลย แต่ปัจจุบันได้เริ่มมีขึ้นบ้างแล้ว

โดยเฉพาะที่เป็นข่าวใหญ่ว่า “หมอบุญ วนาสิน” จะสร้างโครงการอาคารชุดสำหรับประชากรสูงวัยแถวคลองหลวง จำนวนถึงราว 2,000 หน่วย ก็นับเป็นข่าวฮือฮามากเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โครงการจัดสรรทั้งหลายกำลังดำเนินการอยู่ก็คือ การพยายาม สร้างห้องในทาวน์เฮาส์ หรือในบ้านเดี่ยวที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัย เช่น

1.ตั้งอยู่ชั้นล่างเพื่อไม่ต้องปีนป่าย

2.มีอุปกรณ์เสริมเพื่อการเดินเหิน การเคลื่อนย้ายประชากรผู้สูงวัย

3.มีสิ่งอำนวยความสะดวกมาสนับสนุน

4.มีระบบอัจฉริยะ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการดูแลผู้สูงวัย

5.มีพยาบาล หรือหน่วยฉุกเฉินประจำการในหมู่บ้านไว้คอยดูแล เป็นต้น

การดำเนินการในสิ่งเหล่านี้ จะทำให้หน่วยขายโครงการที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮาส์ และบ้านเดี่ยวดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อซึ่งเป็นครอบครัวขยายได้ในระดับหนึ่ง ทั้งยังทำให้ชีวิตการทำงาน และการอยู่อาศัยร่วมกับผู้สูงวัยง่ายขึ้นด้วย

ประเภทของที่อยู่อาศัยของผู้สูงวัย

กูรูด้านอสังหาริมทรัพย์กล่าวว่า ในการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย ซึ่งอาจเป็นห้องชุด หรือทาวน์เฮาส์ หรือห้องในบ้านเพื่อการอยู่อาศัยร่วมกันของผู้สูงวัยนั้น เป็นลู่ทางการลงทุนที่สำคัญในฐานะที่เป็น Market Niche สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน ในภาวะที่บ้านจัดสรร และอาคารชุดขายได้ยาก ขายช้า การฉีกแนวมาสร้างบ้านผู้สูงวัยอาจเป็นทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้ และอาจทำให้สามารถซื้อง่าย-ขายคล่องได้ด้วยเช่นกัน

สินค้าที่ควรดำเนินการจึงน่าจะได้แก่ :

1.บ้านพักผู้สูงวัยที่ยังช่วยตนเองได้ดี

2.บ้านพักผู้สูงวัยที่ช่วยตนเองได้บางส่วน

3.บ้านพักผู้สูงวัยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ (ติดเตียง)

4.บ้านพักสำหรับระยะสุดท้ายของชีวิต

นอกจากนี้ ยังอาจพ่วงบ้านพักชั่วคราวสำหรับผู้พักฟื้นไข้จากโรงพยาบาล หรืออาจเป็นที่พักใกล้โรงพยาบาลเพื่อให้สามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที เป็นต้น

ในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ สิ่งสำคัญในการดำเนินการ ก็คือ

1.โอกาสทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงทัศนคติซึ่งแทนที่จะอยู่อาศัยแบบครอบครัวขยายก็มาเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้สูงวัย

2.ทักษะของนักวิชาชีพ หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงวัยซึ่งต้องมีความเชี่ยวชาญ และจำนวนนักวิชาชีพที่เพียงพอ

3.การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงิน ที่สามารถบ่งชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้เป็น Market Niche ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั่วๆไป ซึ่งกำลังล้นตลาดอยู่ในเวลานี้
ยิ่งกว่านั้น ในส่วนของผู้ลงทุนยังสามารถลงทุนปล่อยเช่าได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาอยู่อาศัยเองในช่วงแรกๆของการลงทุนด้วย

บ้านพักผู้สูงวัยจึงถือเป็นช่องทางตลาดใหม่สำหรับนักลงทุน และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ผู้สูงวัยที่มีรายได้น้อยทำอย่างไรดี

บางครั้งผู้สูงวัยก็หาทางออกแปลกๆให้ตัวเอง เช่น เคยมีข่าวว่า “ผู้สูงวัยญี่ปุ่นตบเท้าเข้าคุก หนีค่าครองชีพสูง บำนาญต่ำ” (http://bit.ly/2ougl2S)

ในประเทศไทยทางออกที่เป็นไปได้ ก็เช่น การบวชเป็นพระ หรือสำหรับสุภาพสตรี ก็บวชชี ซึ่งก็จะสามารถช่วยสนับสนุนผู้สูงวัยให้สามารถครองชีพตามอัตภาพได้ระดับหนึ่ง หากเป็นกรณีเจ็บป่วย และมีบัตรทอง ยังสามารถได้รับการรับการรักษาพยาบาลได้อีกเช่นกัน

การที่ประเทศไทยมีประชากรสูงวัยประมาณ 10.5% หรือ 7.3 ล้านคนนั้น หากเป็นผู้สูงวัยที่ยากไร้ขาดที่พึ่ง น่าจะมีประมาณ 730,000 คน หรือราว 10% ของผู้สูงวัยทั้งหมด

ในจำนวนนี้หากต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลคนละประมาณ 500 บาทต่อวัน ก็จะเป็นเงินปีละ 79,935 ล้านบาท หรือราว 2.8% ของงบประมาณแผ่นดินปี 2561 เท่านั้น

นี่แสดงว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุน!!

ยิ่งกว่านั้นหากคิด ณ อัตราคืนทุนที่ 10% เงิน 79,935 ล้านบาท ก็จะเท่ากับ 799,350 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนนี้อาจสามารถระดมทุนจากกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องมีการวางแผนในระยะยาวได้

จะเห็นได้ว่าการจัดสวัสดิการสังคมให้แก่ผู้สูงวัย ไม่ใช่เรื่องยาก เย็นที่จะทำ หากรัฐบาลตั้งใจจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : https://www.thairath.co.th/content/1310114

#อาวุโสโซไซตี้ #เพื่อนที่รู้ใจของรุ่นใหญ่ตัวจริง

Follow Line@: @happyseniorclub หรือ http://bit.ly/2j0bymq
Follow Facebook: http://bit.ly/2jzRPy1
WebSite: www.awusosociety.com

AWUSO SOCIETY - THAILAND

+66 81 969 5665

Bangkok, Thailand

©2017 AWUSO SOCIETY BY HAPPY SENIOR CLUB (THAILAND)